tip

เคล็ดสำคัญจาก วินทร์ เลียววาริน สร้างเรื่องแต่งอย่างสมจริง




          "เราอยากสร้างให้ตัวพ่อมีอาชีพปิ้งปลาหมึกขาย เราก็ต้องไปรีเสิร์ชว่าคนปิ้งปลาหมึกขายเขาทำอะไร อย่างไร ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะลองไปปิ้งปลาหมึกดู..."

          การเมืองไทยอาจเป็นเรื่องน่าเบื่อ...

          แต่นวนิยายที่ร้อยเรียงขึ้นโดยมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์และบุคคลสำคัญทางการ เมืองของไทย ไล่ตั้งแต่ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงสมัยพฤษภาทมิฬ กลับตรงกันข้าม

          ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายของ "ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน" สองตัวละครสมมติอย่าง ร.ต.ต. ตุ้ย พันเข็ม นายตำรวจเปี่ยมอุดมการณ์ กับเสือย้อย อดีตนายทหารที่ต้องกลายเป็นโจร ต่างขับเคี่ยวคู่ขนานกันไปอย่างสมจริงเสียจนชวนให้คิดว่า หรือคนทั้งคู่จะมีตัวตนจริงในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

          "ในงานเขียน หากเราใส่ข้อมูลอย่างแน่นหนา และเป็นข้อมูลที่คนอ่านไม่ค่อยรู้ จะทำให้เรื่องมีสีสันมากขึ้น"

          วินทร์ เลียววาริณ นักเขียนเจ้าของผลงาน กล่าวถึงหลักการสำคัญที่เขาใช้เสมอในการทำงานเขียน

          ด้วยหลักการนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่งานเขียนของวินทร์มักจะดึงดูดความสนใจของคนอ่านได้ด้วย ข้อเท็จจริงที่นำมาใช้เพื่อเสริมรายละเอียดของพล็อตเรื่องที่เขาคิดขึ้น จนกลายเป็นเรื่องแต่งที่"สมจริง"

          หนึ่งในผลงานของวินทร์ที่ได้รับการพูดถึงกันมาก คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน หนังสือรางวัลซีไรต์ประจำปี พ.ศ.2540 ซึ่งเบื้องหลังกว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ วินทร์ต้องอ่าน หนังสือเกี่ยวกับเรื่องการเมืองไทยที่รวมกันแล้วหนากว่าหนังสือนิยายของเขา หลายเท่านักหรืออย่างในการเขียนเรื่อง "ปีกแดง" นวนิยายเชิงการเมืองอีกเรื่องหนึ่งซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงกับเล่มแรกนั้น นักเขียนหนุ่นใหญ่เล่าว่า เขาต้องอ่านตำราเกี่ยวกับการปกครองระบอบสังคมนิยมอย่างมหาศาล กว่าจะได้เป็นหนังสือนิยายความยาวห้าร้อยกว่าหน้า ที่มุ่งให้ความสนุกในการอ่านควบคู่ไปกับความรู้เกี่ยวกับการเกิดขึ้นและดับ ไปของลัทธิคอมมิวนิสต์

          จากประสบการณ์ทำงานด้านสถาปัตยกรรมและด้านโฆษณา ก่อนจะมาเป็นนักเขียนมืออาชีพ ทำให้วินทร์ได้ข้อสรุปว่า การค้นคว้าข้อมูลเป็นพื้นฐานในการสร้างงานเขียนเชิงพาณิชยศิลป์ทุกประเภท ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงงานเขียนด้วย

          "ก่อนจะ เริ่มรีเสิร์ช ต้องดูก่อนว่าเราต้องการข้อมูลอะไรในการทำงานแต่ละชิ้น แล้วก็หาข้อมูลเรื่องนั้นๆ มาเพื่อจะนำมาย่อยเป็นเรื่อง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็อยู่ที่ตัวเราว่าจะสร้างงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ อย่างไร ข้อมูลเป็นส่วนประกอบที่ทำให้งานมีความลึกขึ้น"

          เมื่อไอเดียของคนเขียนคือหัวใจหลัก ในขณะที่ข้อมูลเป็นส่วนประกอบที่ช่วยเสริมคุณค่าและแต้มสีสันให้กับงานดัง นั้น คำแนะนำจากนักเขียนมืออาชีพถึงนัก (อยาก) เขียนมือใหม่ก็คือ ควรคิดพล็อดเรื่องหรือโครงสร้างให้ชัดเจนก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยหาข้อมูลที่จำเป็นสำหรับโครงสร้างที่คิดไว้ ด้วยวิธีดังกล่าวทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการหาข้อมูลเกินจำเป็น อีกทั้งยังช่วยป้องกันการหลงทางหรืออาการเมาข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับนักเขียนที่ยังอ่อนประสบการณ์และยังไม่ชำนาญเรื่องจัดการข้อมูล

          "ไม่ได้แปลว่า ถ้ารู้ไม่จริงแล้วจะเขียนไม่ได้ ไม่รู้ก็เขียนได้ เพียงแต่งานที่ออกมา มันจะไม่มีกลิ่นของความเป็นจริงเท่าที่ควร" 

          "การวางโครงสร้างของเรื่องช่วยจำกัดขอบเขตข้อมูลที่เราต้องการหา แต่ในขณะเดียวกัน การอ่านเยอะๆ ก็ช่วยทำให้เรารู้ว่า เราควรจะไปในทิศทางไหน หรือมีทางใดที่น่าสนใจบ้าง"

          "ยิ่งเราทำงานนานเข้า เราก็จะมีประสบการณ์ในการจัดการกับข้อมูล อ่านแล้วรู้ว่าข้อมูลส่วนไหนเป็นส่วนเกิน ส่วนไหนเอามาใช้ได้ มันจะค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ รู้ไปเอง"

          การเขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์ดูจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของงานเขียน ประเภทที่ผู้แต่งต้องค้นคว้าข้อมูลเพื่อให้รายละเอียดและเหตุการณ์ในยุคที่ เขียนถึงนั้นไม่ขัดแย้งต่อความจริงที่เคยเกิด แต่หากว่ากันจริงๆ แล้ว ไม่เฉพาะแต่งานเขียนที่ผู้แต่งวาดภาพไว้ให้ตัวละครดำเนินชีวิตอยู่ยุค ปัจจุบันก็ต้องอาศัยการทำการบ้านอย่างหนักไม่แพ้กัน

          "สมมติว่าเราจะเขียนเรื่องของครอบครัวที่มีปัญหาชีวิต โดยในรายละเอียดของเรื่อง เราอยากสร้างให้ตัวพ่อมีอาชีพปิ้งปลาหมึกขาย เราก็ต้องไปรีเสิร์ชว่าคนปิ้งปลาหมึกขายเขาทำอะไร อย่างไร ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะลองไปปิ้งปลาหมึกดูเพื่อจะได้รู้ว่ามันมีอะไรบ้าง เพราะถ้าไม่ไปรีเสิร์ช ก็จะไม่สามารถใส่รายละเอียดเข้าไปให้เรื่องมันมีมิติขึ้นได้ เราก็จะได้แต่พูดลอยๆ ว่าขายปลาหมึก แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าปิ้งปลาหมึกต้องบดกี่ที ต้องหมุนกี่ครั้ง ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ผสมน้ำจิ้มต้องทำอย่างไร คือเราไม่สามารถเขียนได้ละเอียดขนาดนั้น"

          "ไม่ได้แปลว่า ถ้ารู้ไม่จริงแล้วจะเขียนไม่ได้นะ ไม่รู้ก็เขียนได้ เพียงแต่งานที่ออมา มันจะไม่มีกลิ่นของความเป็นจริงเท่าที่ควร"

          แต่ใช่ว่าวิธีการค้นคว้าหาข้อมูลมาเป็นเครื่องปรุงเสริมรสชาติให้กับพล็อต เรื่องจะใช้ได้กับงานทุกประเภท เพราะงานบางแนวอย่างเช่นเรื่องสั้นหรือนิยายเกี่ยวกับอนาคตอีกพันปี หมื่นปีข้างหน้า ต่อให้ค้นคว้าจากตำราทุกเล่มในโลกก็ไม่มีเล่มไหนทำนายข้อมูลได้ถูกตรง ตามอนาคต จึงตกเป็นภาระของนักเขียนที่จะต้องจินตนาการขึ้นมาเอง 

          "ในกรณีนี้ สิ่งที่เราทำได้คือการใช้หัวใจของเราคิด ใช้หัวใจของเราสัมผัสว่า ความรู้สึกของคนในอีกหมื่นปีข้างหน้ามันน่าจะเป็นอย่างไร แตกต่างจากความรู้สึกของคนในสมัยนี้มากน้อยแค่ไหน เป็นวิธีการทำงานอีกแบบหนึ่ง คือใช้จินตนาการโดยคิดให้มันสมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้" สำหรับ วินทร์ เลียววาริณ การเขียนหนังสือมีหลักในการสร้างสรรค์เช่นเดียวกับศิลปะในการวาดภาพที่ต้อง จัดองค์ประกอบของภาพให้ลงตัว และเลือกใช้โทนสีให้กลมกลืน

          "ผมมักจะเปรียบเทียบการเขียนหนังสือเหมือนการวาดรูป ถ้าเราร่างด้วยดินสอมาก่อนว่าต้นไม้อยู่ตรงนี้ ภูเขาอยู่ตรงนั้น นกบินอยู่ทางนี้ กระท่อมตั้งอยู่ตรงนั้นเมื่อวาดทุกอย่างเป็นเอาต์ไลน์ชัดเจนแล้ว พอเรามาลงสี มาใส่รายละเอียดเพิ่มเติมเราก็จะรู้อยู่แล้วว่าภาพที่ออกมาจะเป็นประมาณไหน ไม่มากไปกว่านี้ ง่ายต่อการคุมให้ภาพออกมาตรงตามที่เราต้องการทั้งองค์ประกอบและโทน"

          ในทางกลับกัน การเขียนโดยไม่อาศัยภาพร่างใดๆ ย่อมมีโอกาสสูงที่ภาพนั้นจะผิดเพี้ยนไปจากความตั้งใจในหนแรก

          "ถ้าเราเขียนภาพโดยไม่มีภาพร่าง หรืออยากจะลงสีอะไรก็ลง เพนต์เอาตามใจ ดันไปเรื่อยๆ วิธีนี้ถ้ามีประสบการณ์หรือมโนภาพอยู่แล้วว่าต้องการให้ภาพหรือเรื่องที่ เขียนออกไปในทางไหน ก็พอจะวาดไปตามนั้นได้ แต่ถ้าเราไม่มีประสบการณ์โอกาสที่ภาพจะเละก็มีสูง เพราะว่าการลงสีไปเรื่อยๆ โดยไม่มีภาะที่ร่างไปก่อน มันก็อาจหลงทางได้"

          "มือใหม่ก็น่าจะหัดวาดด้วยดินสอก่อน แล้วค่อยๆ ลงสีทีละส่วนจะปลอดภัยกว่า"



ที่มาและภาพประกอบจาก
 
คอลัมน์ ของฝากนัก (อยาก) เขียน
เรื่อง พนิชา อิ่มสมบูรณ์
ภาพ วธู ฤกษ์สมบูรณ์
นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 3 ฉบับที่ 6 (30) 7 เมษายน 2551

ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/23241

วันนี้เพิ่งดูหนังเรื่อง Pan's Lybarinth จบครับ ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งได้มีโอกาสดู เทคนิคด้านภาพ การถ่ายนี่ทำได้ดีมากมาย เนื้อเรื่องก็ถือว่าโอเคเลยล่ะครับ เป็นหนังภาษาสเปนที่มีฉายในอเมริกา (มั้ง -0- เคยเห็นที่ Main Event - ร้านเช่า DVD ที่ WY ฺฮะ) และยังมีคนเอามาฉายในไทยอีกด้วย (ก็มี DVD เวอร์ชั่นไทยนิ)

พอไปเดินเล่นในหน้าหลักเว็บ Dek-D Writer เพื่อหาอะไรมาแปะบลอคเล่น ไปเจอบทความที่มีรูปปกหนัง Pan's อยู่ เลยเข้าไปดู เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อคนอ่าน เลยเอามาแนะนำให้อ่านกันครับ~^^

วิธีบรรยายให้นิยายอกมาแล้วอ่านได้
      วิธีเขียนบรรยายและเล่าเรื่องยังไงให้นิยาย(แฟนตาซี)ออกมาดูดี(อย่างน้อยก็อ่านได้)

ลิงค์บทความ >> http://www.dek-d.com/content/view.php?id=9656

เอาบางส่วนของบทความมาลงให้อ่านกันในนี้ละกันครับ

1.สถานที่

การบรรยายสถานที่ เราจะต้องนึกก่อนว่าสถานที่นั้นๆมีลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นสถานที่ยืมมาจากของจริงจะทำให้แต่งง่ายขึ้น

การบรรยายลักษณะสถานที่ที่เป็นป่า-"...ปรากฏ ชายป่าแห่งหนึ่งบนผืนดินอันแห้งแล้ง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นเพียงส่วนเดียวที่อุดมสมบูรณ์ของบริเวณนี้ เสียงธรรมชาติต่างขับร้องผสานกันราวกับเสียงเพลง มีทั้งเสียงนกร้อง เสียงน้ำตกใสที่กระทบกับแหล่งน้ำ..."

แค่ ป่าๆเดียวก็สามารถทำให้เนื้อเรื่องน่าสนยิ่งขึ้น เพียงเติมคำบรรยายลงไป ข้อควรระมัดระวังคือ ถ้าจะบรรยายลักษณะมีการเปรียบเทียบอย่าให้มันมาก เช่น

การบรรยายอาคารหินอ่อน-"...อาคาร ทรงลูกบาสก์ขนาดใหญ่หลังหนึ่งตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า สีงาช้างนวลของตัวอาคารบ่งบอกว่าทำมาจากหินอ่อนที่ได้รับการขัดให้ผิวเรียบ อย่างดี หากมองเผินๆแล้วราวกับพระราชวังหรือคฤหาสน์ซํกหลังเป็นแน่ ซุ้มประตูหินอ่อนขนาดใหญ่หน้าตัวอาคารถูกตกแต่งอย่างดี เหมือนกับเตรียมการต้อนรับใครซักคน..."(การบรรยายสถานที่อันนี้ควรเพิ่มเติมอีกนิด)

ถ้า เปรียบเทียบมากจนเกินไปจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกเบื่อซักก่อน ดังนั้นใส่รายละเอียดอย่าให้ยาวมากเป็นจะดี ให้ผู้อ่านอ่านแล้วรู้ลักษณะคร่าวๆของตัวอาคารนั้นเป็นพอ

 =====================================================

 

 

 

 

 

ต่อไปเป็นกระทู้ดี ๆ ที่เจอมาหลังจากไปท่องบอร์ดนักเขียนของเด็กดีครับ มีภาพประกอบน่ารัก ๆ (!?) อยู่ด้วย ถ้ามีเวลาว่างลองอ่านกันดูน้อ (คำเตือน: ถ้าเป็นนักเขียนมาอ่านอาจรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ)

ที่มา: http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1135600

(จากคนอ่านนิยายมือใหม่) สิ่งที่ผมอยากจะเห็นในนิยายของคุณ

Name : cammy < My.iD>

        อัน เนื่องจากกระทู้กัดคราวที่แล้วหลังจากผมเขียนไปปรากฏว่ามีคนมาฝากนิยายให้ผม อ่าน 10รายหรือ 11 รายนี้แหละรู้สึกจะมีแต่แฟนตาซีและกำลังภายใน (เขาให้ดูเฉยๆ ไม่ให้วิจารณ์)

        ผม ก็เข้าไปอ่านนะ เออ.....ปรากฏว่าผมไข้ขึ้นครับ(เรื่องจริง) ขนาดฝันถึงตัวหนังสือนิยายบางเรื่องที่ผมอ่านก็ยังมี ไม่ใช้ฝันดีนะครับ ฝันร้ายเลยแหละ ไมเกรนกินหัว เพราะไปเจอนิยายที่ผมอ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อยดีครับ ทำให้คิดหนัก ปวดหัว.....เสมือนดูหนังเกณฑ์บี(หนังทุนต่ำ) แบบนอนสต็อป(หรือเพราะต้องจ้องคอมนานไปหรือเปล่า) หรืออาจเป็นเพราะผมมันคงเป็นคนเรื่องมากในการอ่านนิยายสักเรื่องก็ได้มั้ง ทำให้เกิดผลด้านลบขนาดนี้(บางเรื่องนะครับ)

        เออ... ไม่เป็นไร...... ทำใจได้...ก็นิยายเว็บเด็กดีส่วนใหญ่ก็มีนิยายมือใหม่หัดเขียนนี้เนอะจะเอา อะไรมาก เอางี้ดีกว่า งั้นผมเลยเอาความรู้สึก(ล้วนๆ) มาใส่ในกระทู้นี้ดีกว่านะครับ ว่าผมอยากอ่านนิยายแบบไหน เผื่อไว้ใครมาเอานิยายให้ผมอ่าน ก็ให้ปรับปรุงเสียก่อนที่จะให้ผมอ่าน

       

1.       ผมอยากเห็นนิยายของคุณสามารถทำให้ผมอ่านจนเกาะติดได้


&nbs